World Medical Hospital (WMC), Thailand

Language


เคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลผิวอย่างไร ในวัยของคุณ

 

เคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลผิวอย่างไร ในวัยของคุณ

 

ผิว คืออวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา ในแต่ละช่วงวัย ผิวเกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย จากผิวอ่อนบางในวัยทารก ผ่านวัยรุ่น จนถึงวัยที่เริ่มมีอายุ ผิวเริ่มมีริ้วรอยและหย่อนคล้อย การดูแลผิวในแต่ละวัยย่อมมีความแตกต่างกันไปตามสภาพของผิวที่เปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีและสวยงามไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม

แต่ก่อนดูแลผิว...เราไปทำความเข้าใจกับผิวแต่ละช่วงวัยไปพร้อม ๆ กันค่ะ

 

อะไรทำให้ผิวมีอายุ?

ความแก่ชราของผิว เกิดจาก 2 ปัจจัยใหญ่ คือปัจจัยซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นก็คือ อายุ กรรมพันธุ์

แต่ข่าวดีก็คือ กว่า 80% ของการที่ผิวมีอายุ เกิดจากปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ เช่น อาหารที่เรารับประทาน เราควรเน้นรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ในกลุ่มผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานจัด เพราะจะทำให้แก่เร็วและเกิดสิวได้ง่าย หลีกเลี่ยงไขมันโดยเฉพาะ Trans Fat และควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เครื่องดื่ม Alcohol การสูบบุหรี่ ความเครียด การพักผ่อนน้อย มลภาวะ และศัตรูของผิวที่ร้ายที่สุด คือแสงแดด สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย จากการศึกษาวิจัยพบว่าผิวหนังบริเวณที่ไม่โดนแสงแดด สามารถรักษาสีผิว ความยืดหยุ่นและความสามารถในการผลัดเซลล์ผิวได้ดีกว่าผิวที่เจอแสงแดดมาก นั่นก็หมายความว่าการเจอแสงแดดโดยไม่ได้รับการปกป้องอย่างถูกวิธีเป็นการทำร้ายผิวของเราให้แก่ก่อนวัยนั่นเอง

การดูแลผิวพรรณตั้งแต่ยังไม่เกิดปัญหา เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ  มีแนวทางการดูแลผิวพรรณให้สดใสสมตามวัย ดังนี้

 

 

ผิววัยทารก (0-2 ปี)       

ผิวหนังของเด็กทารกจะบอบบางกว่าในผู้ใหญ่ ตอบสนองต่อสิ่งระคายเคืองภายนอกเร็วกว่า จึงต้องการการดูแล และปกป้องที่เหนือกว่าอย่างถูกวิธี แม้ว่าผิวของทารกจะมีจำนวนชั้นผิวเท่ากับผิวผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามแต่ละชั้นผิวของเด็กมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่มาก ต่อมเหงื่อและต่อมไขมันของเด็กทารกก็ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ผิวทารกไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีเท่าผิวผู้ใหญ่ ดังนั้นการทำงานของผิวทารกจึงจำกัดกว่าผิวผู้ใหญ่มากในหลายๆด้าน ผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลผิวทารกเป็นพิเศษ ผิวทารกยังมีการทำงานของระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคที่ยังไม่สมบูรณ์ และหากสายสะดือยังไม่หลุดจนแห้งไป ก็สามารถเป็นทางเข้าของเชื้อโรคได้ ทารกจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นต้องล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มหรือสัมผัสเด็กทารกเสมอ แต่ในทางกลับกัน พ่อแม่บางคนมักกลัวว่าผิวทารกจะไม่สะอาดพอ จึงอาบน้ำให้บ่อยครั้ง หรือฟอกสบู่มากเกินไป ทำให้ผิวทารกแห้งและระคายเคืองได้ ทารกที่อายุไม่เกิน 1 เดือน อาบแค่วันละ1ครั้งก็เพียงพอแล้ว วัยอื่นๆ อาบวันละ 2 ครั้ง และไม่ใช้น้ำอุ่นจัด ไม่ใช้สบู่มากเกินไป ไม่อาบนานเกินครั้งละ 5-10นาที อาบเสร็จต้องรีบเช็ดตัวให้แห้งทันที โดยการซับเบาๆ และหลังอาบน้ำทุกครั้งให้ทาผิวทารกด้วยผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นสำหรับทารก จะช่วยป้องกันผิวแห้ง และช่วยป้องกันการเกิดหรือการกำเริบของผื่นผิวหนังได้

 

การเลือก สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวทารก โดยควรจะปราศจากน้ำหอมและสารปรุงแต่ง เช่น สี ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองได้ สบู่ควรมีฤทธิ์เป็นกรดด่างเท่าๆกับผิว แชมพูสระผม สามารถเลือกใช้เป็นชนิดเดียวกับที่ทำความสะอาดผิวได้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบว่าระคายเคืองต่อเยื่อบุตาน้อย และปลอดภัยในการใช้กับเด็กทารก ไม่ควรใช้แป้งฝุ่นกับทารก เนื่องจากเด็กอาจสูดฝุ่นแป้งเข้าปอดได้ ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ทารกบ่อยๆ เพื่อไม่ให้อับชื้น และต้องเช็ดให้สะอาด แต่ต้องทำอย่างเบามือ เสื้อผ้าสำหรับทารก ควรใช้ผ้าเนื้อนุ่มและบางเบา ระบายอากาศได้ดี เพราะเด็กเกิดผดผื่นคันง่าย  สำหรับการทำความสะอาดเสื้อผ้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอ่อน ไม่ควรใช้ผงซักฟอกทั่วไป เนื่องจากถ้าล้างออกไม่หมด สารเคมีที่ตกค้างจะทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบได้

 

นอกจากนี้ ผิวทารกยังไวต่อรังสียูวีในแสงแดดมากกว่า จึงควรหลีกเลี่ยงการให้ทารกสัมผัสแสงแดดที่แรงจัด หากต้องออกนอกบ้าน ให้ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว ใส่หมวก และพยายามพาเดินในร่มเงาตึก ทารกในช่วงอายุ 6 เดือนแรก ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด แต่สำหรับทารก 6 เดือนขึ้นไปหากต้องสัมผัสแสงแดด เช่น พ่อแม่พาไปว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ผู้ปกครองหลายท่านคิดว่าผลิตภัณฑ์กันแดดไม่เหมาะสมสำหรับผิวทารกและเด็ก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด

 

ผิววัยเด็ก (2-12 ปี)

ผิว รวมถึงขน เล็บ และต่อมต่างๆ ใต้ผิวหนัง เริ่มโตขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผิวของเด็กก็ยังคงบางกว่าผิวผู้ใหญ่ เกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผิวเด็กจึงยังคงไวต่อแดดและรังสียูวี จนเมื่ออายุประมาณ 12 ปี ผิวจึงจะพัฒนาอย่างเต็มที่และทำงานได้ในระดับเดียวกันกับผิวผู้ใหญ่

 

เด็กเริ่มวิ่งซน หกล้มมีบาดแผล ถูกยุง มดหรือแมลงกัด พอเกาก็เป็นแผล มือไม่สะอาดก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ มักมีน้ำเหลือง หรือหนองซึมบริเวณแผล คุณพ่อคุณแม่มักเข้าใจว่าเป็นเพราะลูก "น้ำเหลืองไม่ดี" ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากเด็กมีอาการคัน และเกาจนเกิดเป็นแผลอักเสบและติดเชื้อตามมา ดังนั้นการรักษาจึงต้องแก้ไขที่สาเหตุ รักษาความสะอาดด้วยการล้างมือ ล้างเท้า ทุกครั้งเมื่อกลับจากโรงเรียน ตัดเล็บให้สั้น  พยายามป้องกัน ไม่ให้ยุง มดหรือแมลงมากัด ถ้าเป็นแล้ว ต้องรีบรักษาให้หาย อย่าปล่อยให้เด็กเกาจนอักเสบติดเชื้อตามมาถ้าเด็กต้องมีกิจกรรมกลางแจ้ง ครูและผู้ปกครองเด็กควรสอนสุขศึกษาให้เด็กรู้ถึงอันตรายของแสงแดด หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด และสอนให้เด็กรู้จักใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด

 

วัยเด็กเป็นวัยที่มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่เสมอ หากผิวหนังมีปัญหา มีการอักเสบของผิวหนัง จะทำให้เด็กไม่สบายตัว นอนหลับไม่ดี ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า พัฒนาการช้า และก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความวิตกกังวลตามไปด้วย จะเห็นได้ว่าปัญหาผิวหนังส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของทั้งคุณลูกและคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นดูแลผิวหนังของลูกน้อยให้ดีนะคะ

 

ผิววัยรุ่น (13-19 ปี)

การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนของช่วงวัยหนุ่มสาวมักมีผลกระทบอย่างมากต่อผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตำแหน่งที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น ใบหน้า คอ หน้าอก หลัง ไหล่ น้ำมันที่ผลิตเพิ่มขึ้นอาจทำให้วัยรุ่นหลายๆ คนเริ่มมีผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวได้มากขึ้น แต่ก็มักจะบรรเทาลงเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น

 

สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดในวัยรุ่น แต่วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิว คือเชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรก  เมื่อเป็นสิวจึงล้างหน้าวันละหลายครั้ง ล้างหน้าแรงๆ ล้างนาน และล้างวนไปวนมา เพราะคิดเองว่า ล้างหน้าให้สะอาดมากๆ จะทำให้หัวสิวหลุดหรือหายได้ และหลายๆคน เมื่อเป็นสิวแล้ว ก็มักจะแกะ บีบ แต่สิ่งที่ทำเหล่านี้ ผลกลับตรงข้าม เพราะทำให้หัวสิวแตก เกิดการอักเสบมากขึ้น ทำให้สิวมีความรุนแรงมากขึ้น หายช้า หายแล้วมีแผลเป็น (อาจเป็นหลุม หรือนูนเป็น keloid) หายแล้วเป็นรอยดำ (ซึ่งใช้เวลารักษานานหลายเดือน)  ดังนั้น หากเป็นสิว ห้ามบีบ ห้ามแกะ โดยเด็ดขาด และห้ามล้างหน้า หรือเช็ดหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้สิวอักเสบติดเชื้อและเกิดแผลเป็นตามมาซึ่งแก้ไขได้ยาก ผู้ที่เป็นสิวควรหลบเลี่ยงแสงแดด และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดร่วมด้วย  เพราะแสงแดดทำให้หน้าดำ สิวเห่อ เกิดรอยดำและรอยแดงสิวที่เข้มและทิ้งรอยนาน ถ้าหลบแดดได้ดี นอกจากจะทำให้รักษาสิวได้ผลเร็วแล้ว ยังทำให้ผิวหน้าขาวขึ้นและหน้าใสขึ้นอีกด้วย

 

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ควรใช้ Skin-Care และเครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจาก ส่วนผสมบางชนิดจะทำให้อุดตันรูขุมขนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ครีมบางตัวอาจมีส่วนผสมของสารSteroid (มักพบในครีมที่ซื้อทาง Internet ครีมตามตลาดนัด) ซึ่งส่วนผสมดังกล่าวใน Skin-Care หรือเครื่องสำอางเหล่านี้ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่ หรือหลังวัยรุ่น ถ้าเป็นสิวนาน หรือเป็นเยอะ ควรเข้ามาพบแพทย์ เพื่อพูดคุย หาสาเหตุ รับคำแนะนำ และการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ก่อนที่จะเป็นเยอะ จนเกิดร่องรอยหลังเป็นสิว เช่น รอยแดง หรือหลุมสิว

 

ผิววัยผู้ใหญ่ตอนต้น (20-29 ปี)

กรรมพันธุ์ ไลฟ์สไตล์ ในช่วงวัยที่ผ่านมาจะเป็นตัวกำหนด คุณภาพผิวในวัยนี้ สัญญาณแรกของผิวที่เริ่มมีอายุจะเริ่มปรากฎเป็นริ้วรอยบางๆ เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะเริ่มบางลง ความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีก็จะลดลงเรื่อยๆ คอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน

 

การดูแลผิวพรรณในช่วงวัยนี้ ควรให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวให้หมดจด โดยเฉพาะในคนที่แต่งหน้า ควรล้างหน้าให้สะอาด แต่ทำอย่างเบามือ พร้อมทาครีมบำรุงตาม สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน แนะนำให้ทาครีมที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (oil-free) แสงแดดเป็นพลังงานที่มีผลเสียต่อผิวหนังและเซลล์ผิวหนัง มีฤทธิ์สะสม ถ้าถูกแสงแดดสะสมต่อเนื่อง ผิวซ่อมแซมไม่ทัน จะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ฝ้า กระ สิว ริ้วรอย รวมถึงมะเร็งผิวหนัง แสงแดดช่วงกลางวัน 10.00 - 15.00 น. เป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด มีรังสียูวีมากที่สุด แต่ปัญหากลับน้อย เพราะคนส่วนมากกลัว เลยหลบเลี่ยงได้ดี แต่ในช่วงเช้าหรือเย็นที่มีความแรงของแสงแดดน้อยกว่า (ซึ่งก็มีรังสียูวีเช่นกัน) กลับเป็นปัญหามากกว่า เพราะคนไม่กลัว บางคนถูกแสงแดดนานเป็นชั่วโมง ทั้งที่จริงๆแล้ว การถูกแสงแดดนานกว่า 5 นาที ผิวก็เริ่มเสียแล้ว นอกจากนี้ ไอแดด (แสงสะท้อนจากพื้นเข้าหน้า) ก็มีรังสียูวี เช่นเดียวกัน แต่มีความแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตามหากสัมผัสนาน ก็เกิดปัญหาได้  ดังนั้นการป้องกันสำคัญกว่าการรักษา อย่าลืมทาครีมกันแดดอย่างถูกต้อง สวมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสียูวี และป้องกันการหยีตาสู้แสงอันก่อให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตา ใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เพราะแสงแดดเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่นที่จะมาเยือนก่อนวัยอันควร

 

การทาครีมกันแดดอย่างถูกต้อง อันดับแรกต้องเลือกที่เชื่อถือได้ กันรังสี UVBได้ดี (มี SPF50 ขึ้นไป) และกันรังสี UVA ได้ดี (PA ตั้งแต่ 3+ ขึ้นไป หรือเครื่องหมาย UVA ที่มีวงกลมล้อมรอบ) ลำดับถัดมา คือปริมาณในการทา ปริมาณมาตรฐาน คือ 1 กรัมต่อการทาทั่วหน้า 1 ครั้ง สามารถประมาณได้โดย บีบครีมยาว 2 ข้อนิ้ว ความกว้างลำครีมครึ่งเซนติเมตร ทาทั่วหน้า โดยอาจแบ่งทา 2 รอบ เกลี่ยครีมเบาๆให้เข้าไปในผิวหน้าให้สีเสมอกัน จะทาลงมาที่คอด้วยก็ได้แต่ต้องเพิ่มปริมาณครีมกันแดดด้วย หากทาน้อยกว่านี้ จะมีประสิทธิภาพในการกันแดดน้อย ให้ทาทุกวันตอนเช้า และทาซ้ำอีกทีก่อนออกไปทำกิจกรรมที่ต้องถูกแสงแดดแรงๆหรือนานๆ เช่น ออกกำลังกายกลางแจ้ง ไปเที่ยวชายทะเล ทั้งนี้ เพราะครีมกันแดดจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงระยะเวลา2ชม.แรกหลังทา โดยการทาซ้ำ ถ้ามีที่ล้างหน้าให้ล้างหน้าก่อนได้ แต่ถ้าไม่มีที่ล้างหน้าก็สามารถทาทับได้เลย

 

 

ผิววัยผู้ใหญ่ (30-39 ปี)

ในช่วงวัยนี้ เกราะปกป้องผิวยิ่งอ่อนแอลง กระบวนการทำงานของเซลล์ผิวเริ่มช้าลง ความชุ่มชื้นของผิวและความยืดหยุ่นของผิวลดลง ทำให้ผิวพรรณของคนวัยนี้เริ่มขาดความชุ่มชื้น ไม่เปล่งปลั่งสดใสเหมือนเดิม ส่วนใหญ่พบว่าผิวเริ่มแห้ง มีริ้วรอยปรากฏบริเวณหางตา มีปัญหาจุดด่างดำจากกระหรือฝ้าเพิ่มมากขึ้น

 

วิธีถนอมผิวช่วงวัยนี้คือ การใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อครีมเข้มข้นขึ้น และทาครีมบำรุงผิวเฉพาะส่วนมากขึ้น เช่น ครีมบำรุงผิวรอบดวงตา แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮออล์และไม่สูบบุหรี่ เพราะจะทำร้ายผิวให้แก่ก่อนวัย ไม่ควรทานอาหารรสชาติหวานจัด เพราะจะยิ่งกระตุ้นกระบวนการชราของผิว รวมถึงการทำใจไม่ให้เครียดหรือหน้านิ่วคิ้วขมวด ที่จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย ในวัยนี้ผิวจะเริ่มเหี่ยวย่น มีฝ้า มีกระ หลายคนจึงหันมาใช้เครื่องสำอาง หรือซื้อยาทาฝ้าใช้เอง หากไม่ศึกษาวิธีใช้ให้ดีพอ อาจเกิดผื่นแพ้ สิว หรือฝ้าถาวรได้ ดังนั้นการใช้ยารักษาฝ้า ควรอยู่ใต้คำแนะนำดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้เกิดรอยด่างดำ ฝ้า กระ สำคัญที่สุด ดังนั้นการหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาครีมกันแดดอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดมากกว่าการรักษาใดๆ (อ่านวิธีการดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างละเอียดได้จาก การดูแลผิววัยผู้ใหญ่ตอนต้น 20-29ปี)

 

ผิววัยกลางคน (40-49 ปี)

ช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่มักสูญเสียความมั่นใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวพรรณมากที่สุด เนื่องจากอายุที่มากขึ้น Collagen ก็มีการเสื่อมสลายไปมากขึ้น และโครงสร้างผิวหนังที่เคยมีหน้าที่ตรึงผิวให้กระชับ เกิดการหย่อนยานลง เปรียบเสมือนหนังสติ๊กที่ถูกดึงยืดนานๆ พอปล่อยก็หดกลับยากหรือไม่หดกลับเลย ทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อย และเห็นริ้วรอยหรือจุดบกพร่องชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้หญิงในช่วงอายุนี้เริ่มเข้าสู่วัยทอง จะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ผิวแห้ง ซึ่งส่งผลให้เกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรง แพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย  จึงแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีเนื้อครีมเข้มข้นทาเช้าและก่อนนอน เป็นประจำทุกวัน คุณสมบัติของครีมเข้มข้นเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ลดเลือนริ้วรอยได้ 100% ตามโฆษณาหรือคำอ้าง แต่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น เกราะป้องกันผิวแข็งแรงมากขึ้น และโอกาสเกิดผื่นแพ้ต่างๆลดลง

 

ผิวผู้สูงวัย (50-59 ปี)

ผิวในวัยนี้ ต่อมไขมันเริ่มทำงานน้อยลง ทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม นอกจากนี้ผู้สูงวัยหลายท่านชอบอาบน้ำร้อน นอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ใช้สบู่ที่แรงฟอกตัวมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น จึงควรเลี่ยงการกระทำดังกล่าว และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นคนที่ไม่ใส่ในการบำรุงและดูแลสุขภาพผิวพรรณมาก่อนหน้านี้ สภาพผิวก็จะมีความหย่อนคล้อยมากและริ้วรอยร่องลึกก็จะแสดงปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจน การดูแลผิวในวัยนี้ นอกจากควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอย่างสม่ำเสมอแล้ว ควรต้องป้องกันผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจากแสงแดด โดยใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีประสิทธิภาพดี ทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธีทุกวันในตอนเช้า ใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกปิดผิวหนัง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแดดจัด ทาครีมกลุ่มกรดวิตามินเอ ซึ่งจัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวหนังที่ถูกทำลายจากแสงแดดดีขึ้นได้ ทั้งในแง่ความหยาบ รอยย่น และรอยด่างดำ แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน 10-12 เดือนขึ้นไป การทากรดผลไม้จะช่วยให้ผิวชั้นหนังกำพร้าหลุดลอกออก ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนขึ้น ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยด่างดำ และลดความแห้งกร้านของผิวหนัง ปัจจุบันมีการใช้กรดผลไม้อยู่ 2 แบบ คือ ความเข้มข้นต่ำ เช่น 4-8% ใช้ทาเองที่บ้านได้ ส่วนความเข้มข้นสูง 30-70% ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทาให้ โดยทาทิ้งไว้ในช่วงเวลาสั้น ๆ นับเป็นนาที  ประมาณเดือนละครั้ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

 

ผิววัย 60 ขึ้นไป

ในช่วงวัยนี้ ความสามารถของผิวในการผลิตไขมันลดลงชัดเจน ผิวแห้ง ขาดน้ำ การสร้างชั้นผิวใหม่ลดลง ผิวจะมีความบางมาก ขาดความฟูและความหนาแน่นในชั้นผิว ความไวต่อแดดเพิ่มขึ้น เกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น และเกิดริ้วรอยเพิ่มเติม การให้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนแก่หญิงวัยหมดประจำเดือน ในรูปยาทาหรือยารับประทานอาจทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ชุ่มชื้นมากขึ้น หยาบกร้านลดลง อย่างไรก็ตามควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น จากคลินิกวัยทอง ก่อนใช้ยาเหล่านี้ และเมื่อวัย 70 ขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันในผิวจะลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

การดูแลผิวพรรณในทุกวัยที่ดีที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ผิวมีสุขภาพดีจากภายใน  โดยเริ่มจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ไม่สูบบุหรี่ และหลบเลี่ยงแสงแดด ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของผิวหนังค่ะ

 

 

บทความโดย

WMC Expert Doctor l พญ. กมลวรรณ พงศ์ปริตร แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านผิวหนังและความงาม

ประจำศูนย์ศัลยกรรมและเวชกรรมเสริมสวย WMC โดยสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย ชั้น 4  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โทร. 02-836-9999 ต่อ 4521-2 Line : @worldcsc คลิก  https://lin.ee/fvI1wdu